Admin 14 มิ.ย. 2562

'มาเรียม' พะยูนน้อยแห่งเกาะลิบง ภาพสะท้อนพลังชุมชนร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทย

1-1

เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เป็นพื้นที่ที่มีพะยูนอาศัยอยู่มากที่สุดในน่านน้ำทะเลไทย คือมีประมาณ 176-180 ตัว เนื่องเพราะมีแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูนอยู่ประมาณ 20,000 ไร่ ขณะที่จำนวนพะยูนที่มีอยู่ในเขตน่านน้ำไทยขณะนี้มีเหลืออยู่ประมาณ 200 ตัว ดังนั้นท้องทะเลเกาะลิบงจึงถือเสมือนเป็น 'เมืองหลวงของพะยูน'

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติได้ประทานแหล่งหญ้าให้แก่พะยูนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีพลังของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวประมงพื้นบ้านบนเกาะลิบงและพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้ร่วมกันปกป้องแหล่งหญ้าทะเล ตลอดจนร่วมกันต่อสู้กับการทำประมงแบบล้างผลาญ จนทำให้เกาะลิบงเป็น ?บ้านหลังสุดท้าย? ของพะยูน

พะยูนหรือ 'ดุหยง' (ภาษามาลายูและท้องถิ่น) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในทะเล รูปร่างคล้ายปลาโลมาแต่อ้วนกว่าเล็กน้อย ผิวหนังเรียบลื่นสีเทา แต่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐและมีด่างขาว ในอดีตประเทศไทยเคยมีฝูงพะยูนอยู่มากมายทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่ปัจจุบันมีจำนวนลดลงเนื่องมาจากถูกล่า หรือเข้าไปติดในเครื่องมือประมง และการทำลายแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารสำคัญของพะยูน

1-2

สุวิทย์ สารสิทธิ์ อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบง เล่าว่า พื้นที่บริเวณเกาะลิบงเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์มีเนื้อที่กว่า 20,000 ไร่ จึงเป็นแหล่งอยู่อาศัยของฝูงพะยูน ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนฝูงพะยูนมีจำนวนหลายร้อยตัว แต่ได้รับผลกระทบจากการทำประมงแบบล้างผลาญ โดยเฉพาะเรืออวนรุนและอวนลากที่ลักลอบเข้ามาทำประมงชายฝั่ง ทำให้อวนเหล่านี้ลากเอาสัตว์เล็กสัตว์น้อยในท้องทะเล รวมทั้งพะยูนติดอวนไปด้วย นอกจากนี้ยังมีการล่าพะยูนโดยตรง จึงทำให้ฝูงพะยูนลดน้อยลง

"ชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเรืออวนราก อวนรุน ที่เข้ามาลักลอบจับปลาในเกาะลิบง รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดตรัง เช่น สิเกา ประเหลียน ฯลฯ จึงรวมตัวกันเป็นเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดตรังเพื่อปกป้องท้องทะเล มีการร้องเรียนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาจัดการกับเรือประมงที่ทำผิดกฎหมาย รวมทั้งชาวประมงได้รวมตัวกันประท้วงด้วยการปิดอ่าว จัดทำแนวทุ่นทะเล และเฝ้าระวังไม่ให้เรือประมงทำลายล้างเข้ามา ปัญหาจึงค่อยๆ ทุเลาลง ท้องทะเลจึงค่อยๆ ฟื้นตัว" สุวิทย์เล่าถึงบทบาทของชาวประมงพื้นบ้านแบบย่อๆ

ส่วน 'มาเรียม' พะยูนน้อยที่พลัดหลงกับแม่และหลายฝ่ายกำลังช่วยกันดูแลนั้น สุวิทย์บอกว่า มาเรียมเป็นพะยูนเพศเมีย อายุประมาณ 6 เดือน พลัดหลงกับแม่ที่บริเวณชายหาดธารานพรัตน์ จังหวัดกระบี่ เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงนำมาเรียมมาปล่อยที่เกาะลิบง เพราะเป็นแหล่งอยู่อาศัยแห่งใหญ่ของพะยูน มีหญ้าทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยมาเรียมยังเป็นพะยูนวัยอ่อน ต้องกินนมจากแม่ เมื่อปล่อยไปแล้ว มาเรียมจะว่ายกลับเข้าชายฝั่งและมาเกยตื้น เพราะไม่มีแม่พะยูนคอยดูแลและให้นม จนมีชาวบ้านไปพบ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบงให้มาดูแล หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำจึงเข้าช่วยดูแล โดยการป้อนนมแพะผสมวิตามินเพื่อให้มาเรียมแข็งแรง ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติได้

1-3

"ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องผลัดกันไปป้อนนมให้มาเรียมในช่วงกลางวัน มาเรียมจะกินนมครั้งละประมาณ 100 ซีซี วันหนึ่งจะกินประมาณ 2,000 ซีซี และเจ้าหน้าที่จะพาไปหัดกินหญ้าทะเลด้วย คิดว่าต้องใช้เวลาดูแลมาเรียมอีกประมาณ 6 เดือน จนมีอายุได้ประมาณ 1 ปี เพื่อให้มาเรียมแข็งแรง และกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับพะยูนตัวอื่นๆ ได้" สุวิทย์ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ช่วยดูแลมาเรียมเล่าถึงภารกิจประจำวัน

อีสมาแอน เบ็ญสอาด ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวและอนุรักษ์ทรัพยากรเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง กล่าวว่า คนเกาะลิบงมีความผูกพันกับพะยูนเหมือนกับเป็นญาติที่ต้องดูแลกัน และดูแลกันมานานหลายสิบปีแล้ว เพราะพะยูนเหมือนกับเป็นสัญลักษณ์ของเกาะลิบง หากชาวลิบงเห็นพะยูนมาเกยตื้นก็จะช่วยกันนำไปปล่อย หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาดูแล

"ถ้าไม่มีพะยูน คนเกาะลิบงก็อยู่ไม่ได้ เพราะถ้าที่ไหนมีพะยูน ท้องทะเลตรงนั้นก็จะแสดงถึงความอุดมสมสมบูรณ์ และคนเกาะลิบงส่วนใหญ่ก็หากินกับท้องทะเล ทำประมงพื้นบ้าน มีปลาอินทรีย์ มีหอยชักตีน มีปลิงทะเล เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นแหล่งอาหารของคนเกาะลิบง พวกเราจึงต้องช่วยกันดูแลทรัพยากรต่างๆ รวมทั้งแหล่งหญ้าทะเลที่เป็นอาหารของพะยูนและสัตว์น้ำวัยอ่อนต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย เพราะเมื่อมีพะยูนอยู่มาก นักท่องเที่ยวก็อยากจะมาที่เกาะลิบง" ประธานกลุ่มฯ หรือ บังแอน บอก

นอกจากจะช่วยกันดูแลพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลที่เกาะลิบงมานานหลายสิบปีโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังคนเท่าที่มีอยู่แล้ว ในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายนนี้ จะมีการเปิดตัว 'โครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง' ที่จังหวัดตรัง ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ชาวชุมชนตำบลเกาะลิบงจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมาดูแลฝูงพะยูนนั่นก็คือ การใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ 'โดรน' มาบินสำรวจ เพื่อเฝ้าดูแลการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อช่วยปกป้องแหล่งหญ้าทะเลและฝูงพะยูน นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนด้วย

1-4

โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวฯ เกาะลิบง ได้รับการอนุมัติและสนับสนุนโครงการจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล (depa) เพื่อใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศ จำนวน 1 เครื่อง ในวงเงินงบประมาณ 300,000 บาทเศษ โดยชุมชนร่วมออกเงินสมทบ 150,000 บาท

"เราจะใช้โดรนขึ้นบินตรวจพื้นที่จุดเสี่ยงที่อาจจะมีเรือประมงลักลอบเข้ามาเพื่อจับพะยูน หรือมาขโมยตัดไม้บนเกาะเพื่อเอาไปขาย นอกจากนี้ยังใช้โดรนบินถ่ายภาพฝูงพะยูนแล้วต่อสัญญาณภาพมาที่จอโปรเจคเตอร์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ดู ไม่ต้องนั่งเรือลงไปดูใกล้ๆ เป็นการรบกวนพะยูน และอาจทำให้พะยูนได้รับอันตราย เพราะเมื่อก่อนเคยมีเรือสปีดโบ๊ตพานักท่องเที่ยวมาดูแล้วชนพะยูนตาย" ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์จากโดรนเพื่อปกป้องทรัพยากรและส่งเสริมการท่องเที่ยวบนเกาะลิบง

นอกจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าวแล้ว ในวันเดียวกันนี้จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการส่งเสริม สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตัลแก่ชุมชน ระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัล โดย ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผอ. depa และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยนายสมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.พอช. มีนายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนายไมตรี อินทุสุต ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้

"ผมถือว่า ปรากฏการณ์มาเรียมที่เกาะลิบงนี้ จะช่วยกระตุ้นให้สังคมสนใจและร่วมกันอนุรักษ์พะยูน รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ทั้งในทะเลและบนบก เพราะหลังจากที่มีภาพข่าวมาเรียมออกทางสื่อต่างๆ ทำให้มีนักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เข้ามาดูมาเรียมที่เกาะลิบงมากขึ้น และหากเราไม่ช่วยกันปกป้องและอนุรักษ์พะยูนเอาไว้ พะยูนในท้องทะเลไทยก็อาจจะสูญพันธุ์ไป นั่นหมายถึงคนที่หากินกับท้องทะเลก็จะต้องได้รับผลกระทบไปด้วย" สุวิทย์ อาสาสมัครพิทักษ์ดุหยงเกาะลิบงกล่าวทิ้งท้าย

ที่มา:ไทยโพสต์